- แนวทางการเลือกซื้ออาหารเสริมลดน้ำหนัก

        สารสกัดจากส้มแขก Garcinia  

        สารสกัดกระบองเพชร (Cactus)

        สารสกัดจากถั่วขาว White kidney bean

        คอลลาเจน คืออะไร

        ทำไมต้องทานคอลลาเจน

        ลักษณะของคอลลาเจน

        การสังเคราะห์คอลลาเจน

        คอลลาเจนทำมาจากอะไร

        คอลลาเจนที่อยู่ในอาหารเสริมแตกต่างกันไหม

        คอลลาเจนดีอย่างไร

        เราควรได้รับคอลลาเจนต่อวันเท่าไร

        ใครบ้างควรรับประทานคอลลาเจนเสริม

        คอลลาเจนทานอย่างไร และทานนานเท่าไร ถึงจะเกิดประโยชน์สูงสุด

        แหล่งที่มาของคอลลาเจน ไม่สำคัญเท่า กระบวนการผลิตคอลลาเจนมาขาย

        ข้อควรระวังในการทานคอลลาเจน

        แนวทางการเลือกซื้อคอลลาเจน

 

แนวทางการเลือกซื้ออาหารเสริมลดน้ำหนัก

ปัจจุบันอาหารเสริมลดน้ำหนัก เป็นที่นิยมอย่างมาก ไม่ว่าจะมองไปที่ไหน ใครก้อยากมีหุ่นสวยหุ่นดี ฉะนั้นจึงไม่แปลกที่คนส่วนใหญ่จะมองหาวิธีง่ายๆไ แค่กินเข้าไป ก็หวังผลให้หุ่นออกมา เป๊ะเว่อร์ แต่เนื่องจาก อาหารเสริมที่เป็นสูตรลดน้ำหนักที่มายนั้น มีมากมายหลายสูตรมาก แต่ละสูตรก็บอกว่า ได้ผลจริง ได้ผลชัดเจน ไม่ต้องออกกำลังกาย ไม่ต้องควบคุมอาหาร ใช้ชีวิตได้ปกติ แค่ ทานเข้าไป ไม่นาน หุ่นก็จะเพรียวผอม เหมือนางแบบแน่นอน

ผมอยากให้ผู้อ่าน เข้าใจสรุปดังนี้นะครับ อาหารเสริมที่ขายในบ้านเราที่เป็นกลุ่มลดน้ำหนักหรือควบควบคุมน้ำหนัก นั้น มีอยู่ 3 กลุ่ม หลักๆ คือ

1. กลุ่มที่ทำหน้าที่ทำให้รู้สึกอิ่มเร็ว

2. กลุ่มที่ทำให้อาหารถูกดูดซึมน้อยลง

3. กลุ่มที่ทำให้ร่างกายมีการเผาผลาญพลังงานมากขึ้น

ซึ่ง สารอาหารหรือสมุนไพร ที่นำมาใช้ในส่วนประกอบอาหารเสริมดังกล่าว ผมจะบอกผู้อ่านว่า มีผลตามที่บอกจริง แต่ ส่วนใหญ่ มีผลในระดับห้องทดลอง หรือ ในสัตว์ทดลอง หรือ มีผลในการทดสอบในมนุษย์เรา แต่ทั้งนั้นก็อยู่ในการควบคุมหรือโปรแกรมการควบคุมน้ำหนัก ไม่ได้แบบกินแบบทั่วไป แล้วใช้ชีวิตแบบชิวๆ แล้วคาดว่าจะได้ผล เหมือนคนทั่วๆไปนะครับ

ฉะนั้น ถ้าต้องการเลือกซื้อ อาหารเสริมเพื่อช่วยในการลดหรือควบคุมน้ำหนักแล้วละก็ ผู้อ่านจะต้องรู้จักวิธีการเลือกให้เหมาะสม เช่น ถ้าเป็นคนชอบสังสรรค์ หรือ กินอาหารมื้อหนักๆ เช่น บุฟเฟ่ต์ เนื้อย่าง ไอศครีม บ่อย อาหารเสริมที่เป็นสูตรช่วยยับยั้งการดูดซึมก็จะเหมาะ หรือ ถ้าเป็นชอบกินอาหารจุบจิบทั้งวัน อาหารเสริมที่ช่วยในเรื่องการอิ่ม ก็น่าจะเหมาะสมกว่า หรือ ถ้าเป็นคนที่ชอบออกกำลังกาย การเลือกแบบ ช่วยการเผาผลาญหรือทำให้ออกกำลังกายได้นานขึ้นก็จะเหมาะสมกว่า

แต่ทั้งนี้ ทั้งนั้น อาหารเสริม ก็ควรจะเป็นแค่ตัวช่วยควรปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการทานอาหารด้วย ที่สำคัญ จะต้องใจเย็นๆ ไม่ควรรีบลดน้ำหนักอย่างรวดเร็ว เพราะจะเกิดผลเสียระยะยาวต่อร่างกายได้

 

สารสกัดจากส้มแขก Garcinia  

ส้มแขกเป็นผลไม้ทางภาคใต้ของไทย ผลขนาดเท่าผลส้มโอ ผลอ่อนจะมีสีเขียว เมื่อสุกจะมีสีส้มอมน้ำตาล

มีการนำมาใช้ในเรื่องของการควบคุมน้ำหนัก ทำให้รูปร่างเพรียว จากสารสำคัญในผลส้มแขก คือ กรดไฮดรอกซีซิตริก (Hydroxycitric acid: HCA) ซึ่งสารชนิดนี้ยับยั้ง เอทีพี ซิเตรท ไลเอส (ATP citrate lyase) จึงช่วยไม่ให้เปลี่ยนน้ำตาลกลูโคส ไปเป็นไขมัน จึงมีผลทำให้รูปร่างเพรียว และหากรับประทานร่วมกับการออกกำลังกายจะทำน้ำหนักลดลง เพราะน้ำตาลจะถูกเปลี่ยนไปเป็นไกลโคเจน เก็บสะสมไว้สองที่คือในกล้ามเนื้อและในตับ ดังนั้นเมื่อออกกำลัง ก็จะมีการดึงเอาไกลโคเจนมาแปลงเป็นพลังงานได้

การทดสอบทางคลินิกกับผู้ที่มีไขมันหน้าท้องมากกว่า 90 ตารางเซนติเมตร  พบว่ากลุ่มที่รับประทานสารสกัดผลส้มแขก มีไขมันหน้าท้องและไขมันใต้ผิวหนังลดลง อย่างมีนัยสำคัญ และไม่มีผลข้างเคียง  นอกจากนี้พบว่ากลุ่มที่รับประทานสารสกัดผลส้มแขก และสารสกัดจากบุก (Konjac glucomannan: KGM) มีไขมันไตรกลีเซอไรด์ และคอเลสเตอรอลชนิดเลว ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
แต่ทั้งนี้แล้วก็มีบางงานวิจัยที่ให้ผลขัดแย้ง  นอกจากนี้งานวิจัยที่เป็น mata-anlysis ได้ชี้ให้เห็นว่า สารสกัด garcinia สามารถทำให้น้ำหนักลดลงได้ในระยะเวลาสั้นๆ จริง แต่ ผลที่ว่านี้ยังเห็นไม่ชัดเจน ยังคงต้องอาศัยการทดลองที่มากขึ้นกว่านี้ในอนาคต

ขนาดที่ใช้  250 - 1,000 มิลลิกรัม วันละ  3 ครั้ง
รูปแบบที่ขายมีทั้งที่เป็นแคปซูล ผง เม็ดยา

ข้อมูลความปลอดภัย

สารสกัดจากส้มแขกมีความเป็นกรด หากรับประทานมาก หรือไม่รับประทานอาหารตาม จะทำให้เกิดการระคายเคือง ในกระเพาะอาหาร ทำให้ปวดท้องได้

 

CLA

CLA ย่อมาจาก Conjugated Linoleic Acid เป็นกรดไขมันโครงสร้างพิเศษ อยู่ในกลุ่มกรดไขมันจำเป็นชนิดโอเมก้า - 6 เป็นสารที่นิยมใช้มากในกลุ่มนักกีฬา จากผลการศึกษาทางวิทยาศาสตร์ ส่วนใหญ่พบว่า CLA สามารถทำให้ร่างกายเผาผลาญพลังงานที่ได้จากไขมันได้ดี ขณะเดียวกันยังคงมวลกล้ามเนื้อได้ด้วย

แหล่งที่พบ CLA

CLA เป็นองค์ประกอบของไขมันที่พบได้จากโปรตีนในเนื้อวัว นม และไข่ ตัวอย่างอาหารที่พบ CLA ในปริมาณตั้งแต่ 3 – 9 มิลลิกรัมของ CLA /กรัมของไขมัน ได้แก่ เนื้อสันวัว เนยแข็ง เนื้อวัว นม และไข่แดง แต่อาหารเหล่านี้มีปริมาณไขมันและพลังงานที่สูงมาก ดังนั้น ถ้าต้องการได้รับ CLA ในปริมาณ 300 มิลลิกรัม จะต้องรับประทานเนื้อวัวบดมากถึง7 ออนซ์ซึ่งให้พลังงานมากกว่า 580 แคลอรี และให้ไขมันมากกว่า42 กรัมซึ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดไขมันอุดตันและคอเลสเตอรอลในเลือดสูง นอกจากนี้ยังสามารถพบ CLA ในน้ำมันดอกคำฝอย (Safflower oil) และน้ำมันดอกทานตะวัน (Sunflower oil) โดยปริมาณที่พบในน้ำมันดอกคำฝอยจะมีมากกว่าปริมาณที่พบในน้ำมันดอกทานตะวัน

ประโยชน์ของ CLA

CLA เป็นองค์ประกอบของผนังเซลล์ มีผลต่อเนื่องไปถึงการตอบสนองของเอ็นไซม์และฮอร์โมน การแทรกผ่านของสารเข้าสู่เซลล์ การเคลื่อนไหวของผนังเซลล์ รวมทั้งผลต่อจำนวนและหน้าที่ของ receptor ที่ทำหน้าที่ควบคุมการทำงานของเซลล์


ใครควรรับประทาน CLA

      • บุคคลที่ต้องการควบคุมน้ำหนักและรักษาสัดส่วนให้สมดุล
      • บุคคลที่ต้องการกำจัดไขมันส่วนเกินออกจากร่างกาย เช่น ไขมันบริเวณเอวและหน้าท้อง
      • บุคคลที่ชอบการออกกำลังกายและต้องการสร้างมวลกล้ามเนื้อ

 

สารสกัดกระบองเพชร (Cactus)

กระบองเพชรที่มีผลการศึกษาเกี่ยวกับการลดน้ำหนักคือกระบองเพชรสายพันธุ์ Hoodia Gordonii โดย Hoodia gordonii เป็นพืชจำพวกกระบองเพชรที่พบในทะเลซายการาฮารีในทวีปแอฟริกา โดยในสมัยก่อนคนที่อยู่อาศัยในแถบนั้นได้ใช้พืชชนิดนี้เพื่อให้บรรเทาความหิวในระหว่างที่ออกเดินทางไกล

ประโยชน์
                - ช่วยลดความรู้สึกหิว และทำให้รู้สึกอิ่ม
                - ช่วยลดการดูดซึมไขมันเข้าสู่ร่างกาย
                - ช่วยสลายไขมันเก่า
                - ช่วยลด LDL-cholesterol, triglyceride
                - ต่อต้านอนุมูลอิสระ
                - อุดมด้วยกรดอะมิโน, วิตามินเอ, บี3, ซี, ไฟเบอร์คุณภาพสูง
                - ควบคุมน้ำตาลในกระแสเลือด

กลไกการทำงานด้านการลดความอยากอาหาร
 
กระบองเพชร อุดมด้วยเส้นใยคุณภาพสูง ช่วยชะลอการดูดซึมน้ำตาลเข้าสู่กระแสเลือด อุ้มน้ำได้ดี จึงช่วยลดความอยากอาหารนอกจากนี้ยังสามารถช่วยยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ที่ใช้สร้างไขมัน พร้อมทั้งกระตุ้นให้ร่างกายนำไขมันสะสมมาเผาผลาญได้ดีขึ้น

ข้อควรระวัง
 
อาการข้างเคียงที่พึงระวังได้แก่
 อาการคลื่นไส้อาเจียน อัตราการเต้นของหัวใจ ความดันโลหิตที่เพิ่มขึ้น
 ความรู้สึกผิดปกติบริเวณผิวหนัง  เอนไซม์ตับเพิ่มขึ้น

 

สารสกัดจากถั่วขาว White kidney bean

สารสกัดจากถั่วขาว เป็นสารสกัดที่ได้จากธรรมชาติ เป็นอีกทางเลือกหนึ่งของคนที่อยากมีหุ่นดี แต่ไม่มีเวลาออกกำลังกาย หรือไม่สามารถงดอาหารประเภทที่ให้พลังงานสูงได้ ทำให้สารสกัดจากถั่วขาวเป็นที่นิยมมากในปัจจุบัน และถูกใช้เป็นอาหารเสริมในการลดน้ำหนัก ซึ่งเราพบว่า สารสกัดจากถั่วขาวนั้นมีชื่อว่า สารฟลาซิโอลามีน (Phaseolamin) ซึ่งช่วยยับยั้งเอนไซม์อะไมเลส ที่จะย่อยแป้งหรือคาร์โบไฮเดรต ไม่ให้ดูดซึมเข้าไปในร่างกาย

สารสกัดจากถั่วขาวทำงานอย่างไร

สารสกัดจากถั่วขาวนั้นทำหน้าที่ในการลดการดูดซึมคาร์โบไฮเดรต และเร่งกระบวนการลดน้ำหนัก โดยจะไปขัดขวางการทำงานของเอนไซม์แอลฟ่า อไมเลสให้ทำงานได้ช้าลงทำให้คาร์โบไฮเดรตที่บริโภคเข้าไปนั้นไม่สามารถเปลี่ยนเป็นน้ำตาลได้ ทำให้ร่างกายได้รับพลังงานจากแป้งลดลงถึง 66% และเมื่อร่างกายได้รับพลังงานที่ไม่เพียงพอ ก็จะทำให้ดึงพลังงานจากไขมันที่สะสมในร่างกายมาใช้เป็นแหล่งพลังงานมากขึ้น นำไปสู่การมีรูปร่างที่ดี สมส่วน โดยไม่ต้องมีการอดอาหาร และไม่มีผลต่อสารอาหารชนิดอื่นๆ อีกด้วย

ประโยชน์ของสารสกัดจากถั่วขาว

  1. ลดการดูดซึมสารอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรต ทำให้การรับประทานอาหารจำพวกข้าว, แป้ง หรือขนมปังไม่ส่งผลกระทบต่อการลดน้ำหนัก
  2. ไม่มีผลต่อการดูซึมคาร์โบไฮเดรตในผัก และผลไม้ ทำให้ร่างกายยังคงได้รับคาร์โบไฮเดรตที่มีคุณภาพดี
  3. เป็นที่รู้จักกันดีว่าสารสกัดจากถั่วขาวนั้นใช้ในการลดน้ำหนัก แต่ยังสามารถใช้ในการลดไขมันสะสมบริเวณหน้าท้อง และยังป้องกันการอ้วนได้อีกด้วย
  4. การรับประทานสารสกัดจากถั่วขาวพบว่าทำให้ไขมันลดลง แต่ไม่ส่งผลให้กล้ามเนื้อลีบลงด้วย

ยิ่งไปการเป็นอาหารเสริมสำหรับลดน้ำหนักแล้วนั้น สารสกัดจากถั่วขาวยังช่วยในการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ป้องกันการเกิดโรคเบาหวาน และภาวะดื้อต่อยาอินซูลินได้อีกด้วย และยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของการออกกำลังกายในกลุ่มนักกีฬา และยังสามารถป้องกันโรคมะเร็งลำไส้ หรืออาการข้ออักเสบได้

ผลข้างเคียงจากการรับประทานสารสกัดจากถั่วขาว

จนถึงปัจจุบันยังไม่พบว่ามีการรายงานผลข้างเคียงที่เป็นอันตรายในกลุ่มที่รับประทานสารสกัดจากถั่วขาว แต่อาจก่อให้เกิดอาการเช่น คลื่นไส้ ท้องเสีย มีลมในกระเพาะอาการได้บ้างในบางราย อย่างไรก็ตามเด็ก, สตรีมีครรภ์ และผู้ที่กำลังอยู่ในระหว่างการรักษาอาการเจ็บป่วยไม่ควรรับประทานสารสกัดจากถั่วขาว

 

คอลลาเจน คืออะไร

หลายๆคน คงเคยได้ยิน เรื่อง คอลลาเจน มามากพอสมควรในเรื่องของการเป็นสารอาหารที่ช่วยในเรื่องของความงาม ซึ่งการที่คอลลาเจน ช่วยในเรื่องของความสวยงามนั้น แต่แท้จริงแล้วคอลลาเจน ถือว่ามีความสำคัญต่อร่างกาย ไม่แพ้ อวัยวะอื่นๆในร่างกาย เพระว่า คอลลาเจน อยู่เป็นส่วนประกอบโครงสร้างของร่างกาย ตั้งเท้าจรดศีรษะ ทำให้มูลค่าอาหารเสริมคอลลาเจนมีมูลค่าอย่างมากมาย และมีการผลิตออกมาข่ายมากมายหลายยี่ห้อ จนบางครั้งเราไม่รู้ว่า จะต้องซื้อยี่ห้อไหนออกมารับประทาน ถึงจะมั่นใจในคุณภาพ

คอลลาเจน ในภาษาอังกฤษ มาจากรากศัพท์ที่เป็นภาษากรีก ที่แปลว่า กาว ซึ่งก็หมายถึงว่า คอลลาเจนเปรียบเสมือนกาว ที่คอยยึดโยง ส่วนต่างๆในร่างกายของเราเข้าด้วยกัน

คอลลาเจนอยู่ที่ไหนของร่างกาย

คอลลาเจนในร่างกาย พบมาก ก็อยู่ในพวกผิวหนัง เส้นเอ็น ส้นเลือด กระดูกอ่อน

 

ทำไมต้องทานคอลลาเจน

อายุที่เพิ่มขึ้น ทำให้ คอลลาเจนในร่างกายลดลง ประมาณ 1 – 1.5 % ต่อปี ซึ่งส่วนใหญ่คอลลาเจนในร่างกายของคนเราจะเริ่มลดลง เมื่ออายุได้ 25 ปี

ถึงแม้ร่างกายของเราจะสามารถสร้างคอลลาเจนได้ได้เองตลอดเวลา แต่เมื่ออายุมากขึ้น กระบวนการสร้างคอลลาเจนในร่างกายของเรา จะมีการสร้างได้น้อยลง แต่ คอลลาเจนในร่างกายจะถูกทำลายมากขึ้นกว่าเดิม หรือเข้าใจง่ายๆคือ เมื่ออายุมากขึ้น คอลลาเจนจะถูกทำลายมากกว่าสร้างนั่นเองครับ

ปัญหาที่ร่างกายขาดคอลลาเจน สามารถแบ่งได้เป็น 2 ส่วนหลักๆ ดังนี้

ด้านความงาม ก็จะแสดงออกทางด้าน ผิวหนังเหี่ยวย่น รอยตีนกาที่หน้า ผมหงอก ผมร่วง และด้านสุขภาพ ถ้าคอลลาเจนลดลงก็จะมีส่วนทำให้ เกิด อาการข้ออักเสบ ปวดข้อ

ลักษณะของคอลลาเจน

คอลลาเจนมีรูปร่างเป็นเส้นยาวๆ เหมือนเชือกครับ ซึ่งภายในเส้นเชือกนั้น ก็จะประกอบ เส้นย่อยๆ อีก 3 เส้น มาพันเป็นเกลียว ซึ่งแต่ละเกลียวก็ประกอบด้วยกรดอะมิโน ชนิดต่างๆ

คอลลาเจนในร่างกายมีมากถึง 28 ชนิด แต่มีเพียง 5 ชนิดที่ มีบทบาทมากที่สุดในร่างกาย ซึ่งประกอบไปด้วย

 คอลลาเจน ชนิดที่ 1 มักจะเจอที่ผิวหนัง เส้นเอ็น เนื้อเยื่อกระดูก

คอลลาเจน ชนิดที่ 2  เจอในกระดูกอ่อน

คอลลาเจนชนิดที่ 3 ส่วนใหญ่เจอในคอลลาเจนที่คู่กันกับคอลลาเจนชนิดที่ 1

คอลลาเจนชนิดที่ 4 ส่วนใหญ่เจอในเยื่อหุ้มเซลล์ ชนิดต่างๆ

คอลลาเจน ชนิดที่ 5 ส่วนมากพบในผม

การสังเคราะห์คอลลาเจน

คอลลาเจน ถูกสังเคราะห์ขึ้นในร่างกายของถูกสังเคราะห์มาจากกรดอะมิโน ซึ่งก็คือ หน่วยย่อยที่สุดของโปรตีน นั่นละครับ ซึ่งกรดอะมิโน ที่พบเจอเยอะสุด ที่อยู่ในคอลลาเจน ประกอบด้วย กรดอะมิโนไกลซีน ซึ่งตัวนี้จะพบมากที่สุด รองลงมา คือ โปรลีน ซึ่งกรดอะมิโนเหล่านี้ จัดเป็นกรดอะมิโนที่ไม่จำเป็น อ้าวทำไมว่า ไม่จำเป็นละ ก็เพราะว่า โดยปกติร่างกายเราสามารถสร้างขึ้นเองได้อยู่แล้ว แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า ถ้าร่างกายสร้างได้เองก็ไม่มีความจำเป็น ต้องกินเข้าไป เพราะว่า เมื่ออายุมากขึ้น กระบวนการสร้างของคอลลาเจน ก็จะมีน้อยลงหรือ สร้างได้ไม่เต็มที่ ฉะนั้น การเลือกรับประทานเข้าไปทดแทน โดยเลือกเอาเฉพาะคอลลาเจนที่มีส่วนประกอบของกรดอะมิโน ที่ใกล้เคียงกับร่างกายเรา จึงเป็นวิธีการที่เหมาะสม เพราะ ถึงแม้คอลลาเจนจะมีอยู่ในเนื้อสัตว์ต่างๆ แต่องค์ประกอบของกรดอะมิโนที่จะนำไปใช้เป็นวัตถุดิบในการสร้างคอลลาเจ ก็มีไม่เหมือนกันครับ

คอลลาเจนทำมาจากอะไร

ผู้อ่านคงเคยได้ยินการโฆษณาเรื่องอาหารเสริมคอลลาเจนมาแล้วไม่มากก็น้อย ส่วนใหญ่ ก็จะมีการโฆษณาว่า คอลลาเจนที่ขายอยู่สกัดมาจากปลาทะเลน้ำลึก ซึ่งจริงๆแล้ว คอลลาเจนที่มีการผลิตออกมาขายนั้น มาจากปลาอย่างเดียวหรือเปล่า

คอลาเจนที่มีการนำมาผลิตขาย ในบ้านเรา มีการนำผลิตมาจาก 3 แหล่ง หลักๆ คือ จากปลา จากหมู วัว และจากไก่ ซึ่งคอลลาเจนทั้งมาจากปลาและจากสัตว์  ก็มีความแตกต่างด้านคุณสมบัติของคอลลาเจนที่แตกต่างกันไป

ความแตกต่างหลักๆ ของคอลลาเจนมที่ได้จากสัตว์ คือ ซึ่ง คอลลาเจนจากสัตว์เหล่านี้จะมีจะมีขนาดที่ใหญ่กว่า และ มีความสามารถที่จะถูกย่อยและดูดซึมเข้าสู่ร่างกายได้น้อยกว่า ดังที่เรา เข้าใจกันดีว่า เวลาเราที่รับประทานเนื้อหมู เนื้อวัว จะย่อยยากกว่า การทานเนื้อปลา

ส่วนคอลลาเจนที่ได้มาจากเนื้อปลา จัดว่าเป็นคอลลาเจนที่มีคุณสมบัติที่ดีกว่าจากแหล่งอื่นๆ แต่ คอลลาเจนที่มาจากปลา ก็แยกได้ ออกเป็น 2 ส่วนหลักๆคือ ได้มาจากเกล็ดปลา และได้มาจากหนังปลา ซึ่งถึงแม้ ทั้งจากเกล็ดปลาและหนังปลา จะให้คอลลาเจนชนิดเดียวกัน แต่ เนื่องจากบางครั้ง กรบวนการผลิตที่แตกต่างกัน จะทำให้คุณภาพของคอลลาเจนที่แตกต่างกันด้วย

 

คอลลาเจนที่อยู่ในอาหารเสริมแตกต่างกันไหม

คอลลาเจนที่อยู่ในอาหารเสริม ถ้าผ่านกระบวนการผลิตที่เหมาะสม ไม่ทำลายคุณสมบัติของคอลลาเจนไปก่อน ไม่ว่าคอลลาเจนนั้นจะมาจากแหล่งวัตถุดิบอะไร ไม่ว่าจะเห็นหมู ไก่ วัว ปลา มันก็คือ คอลาเจนที่ประกอบได้ด้วยกรดอะมิโน ชนิดโปรลีน  ซึ่งเมื่อถึงขั้นตอนนี้แล้ว คอลลาเจนจะไม่มีความแตกต่างกันแล้ว เพราะเราได้ กรดอะมิโนที่จะถูกย่อยแล้วนำไปวัตถุดิบในการผลิตคอลลาเจนในร่างกาย ผ่านทางคอลลาเจนที่เรารับประทานเข้าไป 

ฉะนั้น เมื่อนับเฉพาะคอลลาเจน เราจะพบว่า จริงๆแล้วแทบจะไม่แตกต่างกันเลย แต่สิ่งที่แตกต่างกัน หลัก กลับเป็นวิธีการผลิตและส่วนผสมอื่นๆนอกจากคอลลาเจนที่อยู่ในยี่ห้อนั้น ที่จะช่วยเพิ่มคุณสมบัติของอาหารเสริมนั้นๆ

คอลลาเจนดีอย่างไร

ไม่มีใครปฏิเสธ ถึงความสำคัญของคอลลาเจนที่อยู่ในร่างกายของเรา เพราะถ้าปราศจากคอลลาเจนแล้ว ร่างกายของเราก็ไม่สามารถรวมเป็นตัวตนของเราขึ้นมาได้ เพราะคอลลาเจน เป็นตัวยึดโยงและห่อหุ้ม ให้อวัยวะต่างๆ ในร่างกายประกอบขึ้นเป็นตัวตนของเราขึ้นมา แต่อาหารเสริมคอลลาเจน ที่เรารับประทานเข้าไปก็ทำให้ ก็สามารถเพิ่มจำนวนการที่ร่างกายสามารถสังเคราะห์คอลลาเจนในร่างกาย เพิ่มมากขึ้น นอกจากการได้จากการรับประทานอาหารต่างๆที่เข้าไป

เราควรได้รับคอลลาเจนต่อวันเท่าไร

โดยธรรมชาติแล้วร่างกายของเรา มีการสร้างคอลลาเจนมาทดแทนอยู่ตลอดเวลา แต่เมื่ออายุที่มากขึ้น กระบวนการสร้างคอลลาเจน ก็จะลดน้อยลง แต่กระบวนการทำลายกลับเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งโดยปกติแล้ว คอลลาเจนจะเริ่มลง เมื่ออายุ ตั้งแต่ 25 ปีขึ้นไป

ฉะนั้น เพื่อจะช่วยเพิ่มการส่งเสริมการสร้างคอลลาเจนเข้าไปในร่างกาย เราควรต้องได้รับคอลลาเจน วันละอย่างน้อย 2500 มิลลิกรัม – 5000 มิลลิกรัม

หรือ ถ้าเปรียบเทียบกับอาหารที่ประกอบด้วยคอลลาเจน เราจะต้องทานวันละ250 กรัม–500 กรัมหรือเปรียบได้กับ ต้องรับประทานปีกไก่ วันละครึ่งกิโลกรัม

 

ใครบ้างควรรับประทานคอลลาเจนเสริม

คอลลาเจนเป็นส่วนประกอบที่สำคัญต่อระบบโครงสร้างของร่างกาย จึงมีความสำคัญที่ทุกคนควรจะทำให้ร่างกายได้รับคอลลาเจนอย่างเพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย แต่เนื่องจากร่างกายสามารถสร้างคอลลาเจนขึ้นมาเองได้ ในทุกช่วงอายุของร่างกาย แต่เราพบว่า เมื่ออายุที่มากขึ้น การสร้างคอลลาเจนจะเริ่มลดลง โดยพบว่า จะเริ่มลดลงตั้งแต่อายุ 25 ปี ซึ่งเราจะเห็นอย่างแรกที่ชัดเจน ก็คือ สภาพผิวหนังที่เหี่ยวย่นขึ้น ผิวหนังไม่มีความเต่งตึง หน้ามีตีนกาเกิดขึ้น และบางครั้งผมเริ่มหงอก

ฉะนั้น ผู้ที่มีอายุตั้งแต่วัย 25 ปี เป็นต้น สามารถเลือกรับประทานคอลลาเจน เพื่อเป็นทางเลือกในการทดแทนคอลลาเจนที่ถูกทำลายไป

คอลลาเจนทานอย่างไร และทานนานเท่าไร ถึงจะเกิดประโยชน์สูงสุด

การรับประทานคอลลาเจนเพื่อให้เกิดความคุ้มค่า และ ทำให้คอลลาเจนดูดซึมเข้าสู่ร่างกายมากที่สุด ควรรับประทานตอนท้องว่าง เนื่องจาดคอลลาเจนมีธรรมชาติของมันที่มีขนาดใหญ่กว่าสารอาหารอื่นๆนั่นเอง ส่วนจะรับประทานนานเท่าไรนั้น ส่วนใหญ่ที่มีการศึกษา ก็จะมีการรับประทานอย่างต่อเนื่อง 3 – 6 เดือน ขึ้นกับจุดประสงค์ในการรับประทานคอลลาเจน 

 

แหล่งที่มาของคอลลาเจน ไม่สำคัญเท่า กระบวนการผลิตคอลลาเจนมาขาย

ถึงแม้ว่า ด้วยคุณสมบัติพื้นฐานของคอลลาเจน เราจะพบว่าคอลลาเจนจากปลา จะดีกว่า คอลลาเจนจากสัตว์ชนิดอื่นๆ แต่ถ้าคอลลาเจนจากปลา ได้ถูกผลิตผ่านกระบวนการผลิตที่ไม่เหมาะสม เช่น การใหช้ความร้อน หรือ การใช้กรด เพื่อใช้สกัดคอลลาเจนออกมา ก็ทำให้คอลลาเจนจากปลา สูญเสียคุณสมบัติ และไม่มีประโยชน์ให้เกิดความคุ้มค่าที่จะทานต่อไป

ข้อควรระวังในการทานคอลลาเจน

ยังไม่มีข้อห้ามที่แน่ชัด สำหรับการรับประทานคอลลาเจน ในรูปแบบอาหารเสริมแต่ก็ควรระมัดระวัง ในผู้ที่แพ้พวกปลาทะเล หรือ คนที่เป็นมังสวิรัติ หรือผู้ที่นับถืออิสลาม ที่อาจจะต้อง เลือก แหล่งที่มาของคอลลาเจนที่จะซื้อมารับประทาน

 

แนวทางการเลือกซื้อคอลลาเจน

ปัจจุบันมีการผลิตคอลลาเจนออกมาอย่างมากมาย ซึ่งการที่เราจะเลือกซื้อได้อย่างคุ้มค่ากับเงินที่เสียนั้น ผู้เขียนมีข้อมาให้พิจารณา ดังนี้

1. ต้องเป็นอาหารเสริมคอลาเจนที่ได้รับรองจาก อย. อย่างถูกต้อง

2. ปริมาณที่บรรจุต่อการบริโภคต่อครั้ง หรือ ต่อวัน ควรอยู่ที่ 2500 – 5000 มิลลิกรัม

3. ขนาดของตัวคอลลาเจน ต้องมีขนาดเล็กที่สุด ซึ่งควรประมาณ 1000 ดาลตัน หรือ น้อยกว่า จึงจะดูดซึมเข้าไปในร่างกายได้มากที่สุด

4. แหล่งผลิตของคอลลาเจน ควรมากจากปลา มากกว่า จากหมู วัว หรือ ไก่

5. แหล่งคอลลาเจนจากปลา ก็ควรมาจากหนังปลา ไม่ใช่เกล็ดปลา

6. ควรสอบถามผู้ขายหรือผู้ผลิตว่า คอลลาเจนที่ขาย ผลิตด้วยกระบวนการใด ซึ่งคอลลาเจนที่ได้คุณภาพ ควรผ่านการผลิตด้วยกระบวนการใช้เอนไซม์สกัด มากกว่า การใช้กรดหรือความร้อน ในการสกัดคอลลาเจนออกมา

 

You are here: Home แนวทางการเลือกซื้อ สั่งผลิต อาหารเสริม